Category Archives: ธุรกิจ

แนวโน้มอุตสาหกรรมยุคใหม่

การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้มีความแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันสูงและรุนแรงในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้เป็นภารกิจหลักที่สำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมมีบทบาทที่สำคัญอย่างมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมีการกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาอุตสาหกรรมดังนี้

1.การสร้างความพร้อมในการก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตในระดับภูมิภาคเตรียมความพร้อมสู่ AEC เริ่มจากการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคที่มี พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทั้งในด้านแรงงาน วัตถุดิบ เทคโนโลยี มาตรฐาน วิจัยและพัฒนา อีกทั้งพัฒนาการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

2.มุ่งเน้นการพัฒนาต่อจากการพัฒนาฐานความรู้ โดยเน้นการผลิตสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เป็นที่ยอมรับในอาเซียน โดยการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าและบริหารจัดการการผลิตและจัดการเครือข่ายในภูมิภาค

ยกระดับการผลิตวัตถุดิบเพื่อสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่ม

3.สร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย ด้านตราสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก โดยมีความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรมนุษย์

สำหรับแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืนต้องคำนึงถึงด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาคน และการเตรียมความพร้อม สั่งสมความรู้ เรียนรู้ เป็นการต่อยอดองค์ความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

ให้ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ทั้งนั้นภาครัฐควรพัฒนาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และสร้าง Country Brand ให้สินค้าไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี บรรจุภัณฑ์ น่าประทับใจ ใช้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์เข้ามาช่วย รวมทั้งต้องสร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือของประเทศโดยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับต่างประเทศทั้งในส่วนของรัฐบาลและในธุรกิจ โดยการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เครื่องจักรใหม่ที่ประหยัดพลังงาน มีกระบวนการผลิตที่สะอาด พัฒนาระบบโลจิสติกส์ และผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้เลือกและตัดสินใจซื้อสินค้าด้วย

ดังนั้น อุตสาหกรรมยุคใหม่จะต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถภายใต้บริบทของการแข่งขันที่รุนแรงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมไทยมีโอกาสในการแข่งขันทุกอุตสาหกรรมเพียงแต่ต้องเลือกเวทีและสินค้าให้ถูก เพราะหากทำได้จะสามารถลดต้นทุน ลดความสูญเสีย และนำไปสู่การแข่งขันที่ดีขึ้น

การพัฒนาอุตสาหกรรมนเพื่อเป็นเข็มทิศในการพัฒนาผู้ประกอบการไทย

การพัฒนาอุตสาหกรรมนเพื่อเป็นเข็มทิศในการพัฒนาผู้ประกอบการไทย
อุตสาหกรรมเป็นภาคที่มีความสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และมีบทบาทสําคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยมาโดยตลอด ผลผลิตอุตสาหกรรมต่อ GDP ที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มาจากการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อการ ส่งออกของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ โดยสินค้าที่เป็นสินค้าหลักในการส่งออกนั้น กระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่รายการ ซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีระดับกลางและสูง พึ่งพาการนําเข้าชิ้นส่วน เครื่องจักร เทคโนโลยีและทุน จากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง ประกอบกับกระแสการเปลี่ยนแปลงภายใต้โลกาภิวัตน์มีความรวดเร็ว และซับซ้อน มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง และอุปสรรค ต่างๆ จึงมีความจําเป็นอย่างมากในการกําหนดทิศทางการพัฒนา ระบบสนับสนุน รวมถึงนโยบายต่างๆ ที่เอื้อต่อ การพัฒนาอุตสาหกรรม รวมไปถึงคุณภาพของประชากร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อเป็นเข็มทิศในการพัฒนาผู้ประกอบการไทย และอุตสาหกรรม ให้สอดคล้องกับการ เปลี่ยนแปลงภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ภาพรวมของการพัฒนา ของอุตสาหกรรมโลก ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยเพื่อตอบสนองต่อมิติการพัฒนาใหม่ ผลกระทบของกระแสโลกาภิวัตน์ต่ออุตสาหกรรมไทย นอกจากนี้ยังเน้นถึงเป้าหมาย และแนวทางการพัฒนา อุตสาหกรรมของประเทศไทยในอนาคต ทั้งในภาพรวม และในอุตสาหกรรมรายสาขาที่สําคัญ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในการเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพทางการแข่งขันในระดับนานาชาติเพื่อ สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม และสร้างงานให้แก่ประชาชน ตลอดจนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มีความสมดุล เป็นฐานรากในการพัฒนาประเทศไปสู่ความยั่งยืนต่อไป

ในอนาคตภาคอุตสาหกรรมก็จะยังคงมีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากเป็นภาคที่สําคัญในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ จึงจําเป็นที่จะต้องมีการกําหนดกระบวนทัศน์และ ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งในภาพรวม และรายสาขา ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของ กระแสโลกอันประกอบไปด้วยการสร้างคุณค่า ด้วยนวัตกรรม องค์ความรู้ และเทคโนโลยี รวมถึงปรับศักยภาพหลักของไทยให้สอดคล้องกับความต้องการในระดับโลก เพื่อเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังต้องสร้างความสมดุล และความเกื้อหนุนของการ พัฒนาใน 4 มิติได้แก่มิติทางด้านเศรษฐกิจ มิติทางด้านสังคม มิติทางด้านสิ่งแวดล้อม และมิติทางด้านทุนมนุษย์ อันจะนํามาซึ่งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยได้อย่างยั่งยืนใน ระยะยาว

ทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยในอนาคตหลังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและมีรัฐบาลใหม่

15

ภายใต้บริบทของกลไกการค้าโลกในปัจจุบันและการเปิดเสรีทางการค้า ไม่ว่าจะเป็น FTA , WTO และ AFTA ก่อให้เกิดสภาวการณ์แข่งขันในภาคธุรกิจ ซึ่งแต่เดิมอาจจะเป็นการแข่งขันภายในประเทศหรือภายในภูมิภาค กลับต้องเผชิญกับการแข่งขันในระดับโลก กรณีของประเทศไทยสัดส่วนภาคเกษตรต่อ GDP น่าจะไม่ถึง 12% ขณะที่ภาคการค้าและภาคอุตสาหกรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาความอยู่ดีกินดีของคนไทย ดังนั้น แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจมหภาค จึงจะต้องให้ความสำคัญต่อภาคเอกชน โดยเฉพาะภาครัฐ จะต้องเร่งส่งเสริมศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ซึ่งทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย เพื่อจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ จะต้องมียุทธศาสตร์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีกับการเปลี่ยนแปลงด้านกลไกการค้าในบริบทของโลก อุตสาหกรรมไทยจะต้องหันกลับมาพัฒนาเทคโนโลยี โดยการลดการพึ่งพาแรงงาน ทั้งในเชิงปริมาณและแรงงานราคาถูก การแก้ปัญหาเกี่ยวกับภาครัฐ เกี่ยวกับปัญหาแรงงานต่างด้าวในลักษณะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นการขยายระยะเวลาการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวและการปรับลดค่าธรรมเนียม ซึ่งภาคอุตสาหกรรมออกมาโวยวายเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว หรือการให้ภาครัฐเพิ่มโควตาในการนำเข้าแรงงานต่างด้าวในระยะสั้น ผู้เขียนเห็นด้วยเพราะยังมีอุตสาหกรรมอยู่หลายคลัสเตอร์ จำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว เนื่องจากแรงงานชาวไทยไม่ทำ รวมถึงอุตสาหกรรมบริการโลจิสติกส์ ก็เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับแรงงาน ซึ่งต้องยังมีการแบกหามก็มีคนไทยมาทำงานยากขึ้น

ดังนั้น ทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยในอนาคต โดยเฉพาะหลังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและมีรัฐบาลใหม่ (อรกครั้ง)ทั้งภาคการผลิตและภาคการบริการ ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยผู้ประกอบการไทย ทั้งในแง่การประชาสัมพันธ์และการฝึกอบรม รวมถึง เกี่ยวกับการส่งเสริมทางด้าน R&D ของไทย ซึ่งมีน้อยมาก และอย่าสับสนในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยแบบที่ผ่านมาในอดีตที่มองและพัฒนาเป็น Cluster หรือกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มพลาสติก , อิเล็กทรอนิกส์ เพราะข้อเท็จจริงแต่ละ Cluster มีศักยภาพขีดความสามารถและขนาดซึ่งแตกต่างกันมาก มีทั้งใหญ่-กลาง-เล็ก บางโรงงานมีปัญหาเกี่ยวกับเทคโนโลยี บางโรงงานมีปัญหาด้านการตลาด หรือบางโรงงานมีปัญหาด้านทุนหรือด้านบริหาร ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกลุ่ม (Cluster) อุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งแต่เดิมใช้ยาขนานเดียวกันการแก้ปัญหาอุตสาหกรรม ต้องพัฒนาไปด้วยกันทั้งพร้อมและไม่พร้อมอุตสาหกรรมไทยต้องใช้เวลาในการปรับไปสู่ New Wave Industries ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย แต่กรณีเช่นนี้ รถไฟต้องไปเป็นขบวน มิฉะนั้น จะพากันตกรางหมด การพัฒนาจึงควรแยกตามลักษณะจากขีดความสามารถ ซึ่งผู้เขียนแยกไว้ 3 กลุ่ม ดังรายละเอียดข้างต้น อย่าปล่อยให้ SMEs ไทยช่วยตัวเอง แบบอยู่ใครอยู่มัน โดยเฉพาะในต่างจังหวัด

แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยทางด้านธุรกิจอุตสาหกรรม

15

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยภายหลังใช้แผนพัฒนาฯ นับได้ว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง การขยายตัวของระบบเศรษฐกิจได้เปลี่ยนแปลงจากภาคเกษตรกรรมโดยเฉพาะการส่งออกข้าวเป็นรายได้หลักของประเทศ  เป็นการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ซึ่งประเทศไทยได้เปรียบในการผลิตในด้านแรงงาน ต้นทุนการผลิตต่ำ ส่งผลให้ได้เปรียบในการผลิตสามารถแข่งขันในตลาดโลกโดยตั้งแต่ประเทศไทยมีการใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 จนถึงปัจจุบัน โครงสร้างและระบบเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก สามารถสรุปถึงผลการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาได้ดังนี้

ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและปัญหาการกระจายรายได้โครงสร้างการผลิตได้เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมเป็นภาคอุตสาหกรรม ผลิตเพื่อการส่งออก การเปิดการค้าเสรีและการลงทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่การขยายตัวไม่สม่ำเสมอ อุตสาหกรรมกระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เกิดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้

ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและปัญหาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติต้นเหตุแห่งการขยายตัวของผลิตภัณฑ์หรือการผลิตประชาชาติทั้งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมซึ่งจำเป็นต้องใช้ปัจจัยการผลิตจำนวนมากรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำกัด ทำให้เกิดการบุกรุกที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ ผลที่ตามมาคือ ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมและหมดไปอย่างรวดเร็ว

ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและปัญหาการว่างงานในระยะที่ผ่านมา รัฐบาลและประชาชนใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีค่านิยมการใช้สินค้าจากต่างประเทศ การพัฒนาประเทศพึ่งพาเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศจำนวนมาก เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ไทยขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินสำรองระหว่างประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว

ปัญหาการแข่งขันและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนทำให้การแข่งขันระหว่างประเทศรุนแรงขึ้น นอกจากต้นทุนการผลิตที่ทำให้ไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศแล้ว ประเด็นที่สำคัญยังประกอบไปด้วยนโยบายและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศ ขณะที่ภาวะการณ์ในปัจจุบันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากสาเหตุของต้นทุนทางด้านแรงงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ประเทศต้องมีการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น ได้มาตรฐานสากล

แนวโน้มธุรกิจอุตสาหกรรมส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทย

สำหรับทิศทางอิเล็กทรอนิกส์ไทยปี 2558 มีแนวโน้มเปลี่ยนเข้าสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นต้นมากขึ้น ซึ่งต้องใช้แรงงานที่มีความรู้ด้านการออกแบบเป็นสำคัญ  สำหรับในปัจจุบันการผลิตขั้นต้นมีค่อนข้างน้อยส่วนใหญ่จะเป็นขั้นกลางและปลายเป็นส่วนมาก ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ การที่จะพัฒนาอิเล็กทรอนิกส์ไทยได้อย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องเพิ่มในส่วนของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้นหรือขั้นตอนการออกแบบ จึงจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่และนวัฒนกรรมได้ด้วยตัวเอง

เนื่องจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยมีข้อจำกัดและความเสี่ยงทั้งทางด้านโครงสร้างการส่งออกและการผลิตซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การขาดความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดโลก และความเสี่ยงในการโยกย้ายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ไทยจึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต โดยจะต้องพัฒนาศักยภาพในการเติบโตของอุตสาหกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นโดยการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี การขยายฐานผลิตภัณฑ์รวมถึงการสร้างความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรม โดยทางภาครัฐอาจมีแนวทางส่งเสริมและสนับสนุน ทั้งนี้พบว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมต้นและกลางก็ได้รับการสนับสนุนภายใต้แผนนโยบายส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)  สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นั้น มีการให้แรงจูงใจเป็นพิเศษเพื่อให้มีการพัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในกิจการการผลิต เช่น การออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ  ดังนั้นการปรับตัวในอนาคตของอิเล็กทรอนิกส์ไทยเพื่อส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันในอนาคต การปรับโครงสร้างการผลิตของอิเล็กทรอนิกส์กลางโดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆที่มีโอกาสทางการตลาดสูงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ในขณะที่การพัฒนาเทคโนโลยีหลักที่เป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์ต้นก็มีส่วนสำคัญที่จะต้องถูกพัฒนาควบคู่กันไป

ซึ่งการลงทุนฉบับใหม่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่สำคัญ ในการมุ่งสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นต้น เพื่อให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีแกนหลักของอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์และพัฒนาในด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

แนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สมดุลและยั่งยืน

แนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สมดุลและยั่งยืนดังนี้

1.ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สร้างและพัฒนาบุคลากรที่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ ส่งเสริมการยกระดับองค์ความรู้และทักษะผู้ประกอบการ รวมทั้งพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างนวัตกรรม

2. เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลภาคอุตสาหกรรม โดยการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานที่ส่งเสริมประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิต สนับสนุนการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการสร้างคุณค่าสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ รวมทั้งประสานความร่วมมือการพัฒนาระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันเฉพาะทางในการฝึกอบรมบุคลากรให้มีทักษะ มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์และองค์ความรู้

3. พัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และนักวิจัยให้เพียงพอทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิต และพัฒนาบุคลากรวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่มีบูรณาการการเรียนรู้กับการทำงานจริงในสถานประกอบการ

ทั้งนี้ ในสภาวะที่ค่าจ้างแรงงานของคนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ และการควบคุมในด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มงวดมากขึ้น การที่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมจะสามารถมีธุรกิจที่แข่งขันได้และมีความยั่งยืน ก็จำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนด้านวิจัย และพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าสูงขึ้น ทั้งนี้ การลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มาซึ่งบุคคลากรที่มีความชำนาญในเรื่องวิจัยและพัฒนา โดยที่ค่าใช้จ่ายในอัตราที่สูงนี้เป็นผลให้ภาคอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อมไม่สามารถแบกภาระนี้ไว้ได้ เป็นผลให้ในปัจจุบันอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่ดำเนินการเรื่องเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อประสิทธิภาพ และ/หรือประสิทธิผลของการผลิตเลย ดังนั้น การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ให้สามารถแข่งขันและพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ภาครัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีส่วนช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ในด้านการวิจัยและพัฒนา และการสร้างกำลังคนสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ก็มีเป้าหมายที่จะเร่งสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและครูวิทยาศาสตร์ให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและนำพาประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้แบบสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่

อุตสาหกรรมใหม่ของไทยสร้างอนาคตไทยเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมได้กว่า 3 ล้านล้านบาท

อุตสาหกรรมใหม่ของไทยที่จะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ คาดจะสามารถเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้กว่า 3 ล้านล้านบาท พร้อมกันนี้รัฐบาลและเอกชน เร่งเดินเครื่องปั้นอุตสาหกรรมไบโอพลาสติกให้เป็นผู้นำในตลาดอาเซียน

แผนยุทธศาสตร์ประเทศ หรือ  New  Growth  Model จะส่งผลให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากประเทศรายได้น้อย สู่ประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของเอเชียและโลก โดยมี 5 อุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ หรือที่เรียกว่าอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด 2.อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 3.อุตสาหกรรมไบโอพลาสติก 4.อุตสาหกรรมยานอากาศ และ 5.อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้กว่า 20% หรือกว่า 3 ล้านล้านบาท
การให้ความสำคัญและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการจากต่างประเทศ เข้ามาลงทุนตั้งกิจการในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ประกอบด้วย
1. อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เช่น อุตสาหกรรมเกี่ยวกับพลังงาน เชื้อเพลิงชีวภาพ แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์
2. อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ บริการเพื่อสุขภาพ อุปกรณ์เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ฯลฯ เพราะมีแนวโน้มมูลค่าการตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2556 เติบโตถึง 90,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 200% เมื่อเปรียบเทียบปี 2549
3. อุตสาหกรรมไบโอพลาสติก ที่ผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะนำเม็ดไบโอพลาสติกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวันที่สามารถย่อยสลายได้ และลดปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ใช้จากพลาสติก
4. อุตสาหกรรมยานอากาศที่เมื่อมีการเกิดขึ้นของประชาคมอาเซียน (เออีซี) รวมถึงแนวโน้มรูปแบบการสัญจรทางอากาศ ในปัจจุบันผู้ใช้บริการในทุกระดับสามารถเข้าถึงการใช้บริการได้ รวมถึงการก่อสร้างสถานบินและเครื่องบินมี จำนวนมาก และ5. อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมภาพยนตร์ กลุ่มอุตสาหกรรมโฆษณา กลุ่มธุรกิจการให้บริการด้านสถาปัตยกรรม กลุ่มธุรกิจการแพร่ภาพและกระจายเสียงไทย กลุ่มอุตสาหกรรมดนตรีของไทย กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ฯลฯ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมประเภทนี้สูงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่มุ่งมาทางทวีปเอเชียมากขึ้น ทำให้ไทยช้าไม่ได้สำหรับการผลักดันอุตสาหกรรมที่เป็นคลื่นลูกใหม่อย่าง พลาสติกชีวภาพ ซึ่งนอกจากจะทำให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของ ภูมิภาคอาเซียนได้แล้ว อุตสาหกรรมดังกล่าว จะสร้างมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศได้เนื่องจากเป็นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งไม่ได้ผลิตได้แค่ถุงพลาสติก แต่ยังสามารถผลิต วัสดุทางการแพทย์ วัสดุทางอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งหากอุตสาหกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ คาดว่าจะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงต่าง ๆ ได้ภายใน 5 ปี

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้

17

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ เนื่องจากภาคใต้มีศักยภาพด้านการท่อง เที่ยวสูง ทั้งนี้ด้วยความพร้อมด้านแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ทั้งฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ที่มีชายหาดและหมู่เกาะต่างๆ ที่สวยงาม รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติใต้ท้องทะเล ซึ่งเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมต่างๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้แก่ กิจกรรมดำน้ำ และกีฬาทางน้ำ (เรือใบ เรือบานาน่าโบ๊ท วินด์เซิร์ฟ เป็นต้น) รวมทั้งกิจกรรมอนุรักษ์สัตว์ทะเล เช่น การปล่อยเต่าทะเล และการจัดสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล (ปะการังเทียม) เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน

จากรายงานสถิติล่าสุด ของ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ในปี 2554 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวภาคใต้สูงกว่าทุกภาค (หากไม่นับรวมกรุงเทพฯ) คือ รวมทั้งสิ้น ประมาณ 27,319,500 คน (รวมนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งจะเดินทางมากกว่า 1 จังหวัดในการเดินทางแต่ละครั้ง) ในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ 43 เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ท่องเที่ยวให้ภาคใต้ในสัดส่วนสูงถึงกว่าร้อยละ 71 ของรายได้ท่องเที่ยวรวมของภาคใต้ที่มีมูลค่า 307,239 ล้านบาทในปี 2554

หากพิจารณาเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ พบว่า แหล่งท่องเที่ยวในภาคใต้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปเที่ยวมากกว่าทุกภาค (หากไม่นับรวมกรุงเทพฯ) เช่นกัน โดยมีจำนวน 11.68 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่มีจำนวนรวม 40.94 ล้านคน และสร้างรายได้ท่องเที่ยวให้ภาคใต้ 219,543 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35 ของรายได้ท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย

รายได้ท่องเที่ยวดังกล่าวสะพัดสู่ธุรกิจบริการและธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจด้านที่พัก และธุรกิจด้านอาหารและ เครื่องดื่ม เมื่อพิจารณาจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า ในปี 2553 ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารของภาคใต้มีมูลค่าประมาณ 55,951 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 18.1 จากมูลค่าธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารของทุกภาคในไทย ดังนั้น จึงอาจประมาณได้ว่า ในปี 2554 ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารของภาคใต้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 86,000 ล้านบาท

ค่านิยมการรับประทานอาหารแช่แข็ง ทำให้แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารมีการเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ

cdirm.org

การวิจัยด้านการตลาดจากประเทศอังกฤษ ได้เผยว่าแนวโน้มของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในปีต่อไปจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ และผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อมากขึ้นด้วย ตลาดอุปโภคบริโภคจึงมีความน่าสนใจที่สามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากมายมหาศาล อุตสาหกรรมอาหารนั้นเป็นอุตสาหกรรมที่ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อม และมีการแข่งขั้นในศักยภาพที่สูง

จากผลสำรวจที่มีการวิจัยพบว่า อาหารประเภทพร้อมรับประทาน หรือ Ready meal สามารถตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งคนเมืองมีข้อจำกัดด้านเวลาและความสะดวกสบาย อาหารสำเร็จรูปจึงกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในยุคที่คนต่างใช้ชีวิตกันอย่างเร่งรีบ ยิ่งไปกว่านั้น ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ยังนิยมอยู่อาศัย ตามคอนโดมิเนียมในย่านใจกลางเมืองหรือใกล้ที่ทำงานมากขึ้น ซึ่งที่พักอาศัยไม่สามารถทำอาหารได้ ดังนั้นการทำอาหารรับประทานเองจึงไม่เหมาะ และด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทั้งสามีภรรยาต้องทำงานนอกบ้านทั้งคู่ จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักที่ทำให้อาหารสำเร็จรูปมีความนิยมอย่างต่อเนื่อง

อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งในปัจจุบันทำให้วัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้บริโภคมีวัฒนธรรมการกินอาหารกล่อง อาหารแช่แข็งที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ทันที และยังได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค ต่างจากแต่ก่อนหลายคนจะกังวลว่าการรับประทานอาการกล่องที่ต้องใช้ไมโครเวฟอุ่นอาจทำให้มสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการรับประทานอาหารจากไมโครเวฟอย่างถูกวิธีไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังใช้คลื่นไมโครเวฟรักษาโรคได้อีกด้วย

ไม่ได้มีแต่ในต่างประเทศเท่านั้นที่มีวัฒนธรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป แต่รวมไปถึงประเทศไทยด้วย สอดคล้องกับผลสำรวจออนไลน์ของบริษัท A.C. Nielsen ที่ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทยติดลำดับต้นๆ ของโลกที่นิยมซื้ออาหารปรุงสำเร็จมากกว่าปรุงอาหารเอง ทำให้อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งมีแนวโน้มขยายตัวในทุกปี นอกจากผู้บริโภคเป็นผู้สนับสนุนแล้วยังมีร้านสะดวกซื้อที่มีการขยายสาขาให้มีความสะดวก ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสามารถหาซื้อได้ง่าย ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตเองก็มีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการและรสนิยมของผู้บริโภคในไทยได้ดีมากขึ้นเช่นกัน และในอีก 5 ปีข้างหน้าตลาดอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งจะเติบโตขึ้นมากมายเลยทีเดียว

ความก้าวหน้าด้านงานวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร

อุตสาหกรรมการเกษตรเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากก่อให้เกิดความเชื่อมโยงการผลิตระหว่างภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ถึงแม้ว่าอุตสาหกรรมการเกษตรจะมีศักยภาพในการผลิตและการส่งออก แต่การเจริญเติบโตยังไม่สามารถขยายตัวไปได้เท่าที่ควร เนื่องจากประสบปัญหาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ ปัญหาการจัดการวัตถุดิบ การขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การขาดระบบเชื่อมโยงและการรับช่วงการผลิต การตลาด กฎระเบียบของรัฐ และการกีดกันทางการค้าจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของอุตสาหกรรมการเกษตรให้มีความเข้มแข็งขึ้น โดยการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลัก และหน่วยงานสนับสนุนในการจัดทำแผนแม่บทเพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร

การพัฒนาอุตสาหกรรรมเกษตรจำเป็นต้องสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญ ในด้านการวิจัย และการปฏิบัติเชิงบริหาร เพื่อเป็นการเสริมความรู้ความชำนาญทางการบริหารและการจัดการเทคโนโลยีเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตร เป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางอุตสาหกรรมเกษตรที่มีวิสัยทัศน์ทางด้านการบริหารและการจัดการเฉพาะอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศ เพื่อเสริมความเข้มแข็งในกระบวนการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ในการผลิตสารชีวภาพต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีการตัดต่อยีน การค้นหาและสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากสมุนไพรเป็นการผสมผสานความรู้ด้านชีวเคมี จุลชีววิทยา และวิศวกรรมศาสตร์เข้าด้วยกัน

เนื่องจากการแข่งขันในตลาดโลกที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ทั้งในด้านราคาและคุณภาพ กล่าวคือ ตลาดต้องการสินค้าคุณภาพดีราคาถูก การที่จะทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรของประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้นั้นจำเป็นต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถทั้งในด้านการจัดการทรัพยากร การผลิต การเงิน และการตลาด มีการประกันคุณภาพและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า ดังนั้นบุคลากรที่สามารถดำเนินธุรกิจดังกล่าวให้บรรลุผลสำเร็จได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความรู้ทั้งทางด้านบริหารจัดการ และด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร

การมีตลาดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรที่กว้างขึ้น

การผลิตในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยมีความก้าวหน้ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนอุปสรรคที่สำคัญ ได้แก่ ต้นทุนการผลิตของประเทศเพื่อนบ้านที่ต่ำกว่าไทย ทั้งในด้านวัตถุดิบ และแรงงาน ดังนั้นเมื่อพิจารณาทิศทางในการพัฒนาเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรตามกรอบแนวคิดจะเห็นว่า ในส่วนต้นน้ำคือ การเพิ่มผลผลิตและการพัฒนาคุณภาพผลผลิตที่ต้องให้ความสำคัญกับการจัดหาแหล่งน้ำ การวางระบบและการตรวจสอบมาตรฐาน การกระจายพันธุ์ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอาหารแปรรูปที่สำคัญสำหรับภูมิภาคและทั่วโลกจากการใช้วัตถุดิบในประเทศ

ศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในการสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรม

ในสถานการณ์ยุคโลกาภิวัตน์ ประเทศต่างๆ ต้องเผชิญกับปัญหาการแข่งขันระหว่างประเทศค่อนข้างสูง การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศสามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ได้นั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ซึ่งการกระทำดังกล่าวต้องอาศัยทั้งความรู้และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ดังนั้น การทำวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างและสะสมองค์ความรู้ให้ทันสมัยตลอดเวลาจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและกำหนดเป็นนโยบายที่สามารถแปลงไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

“นวัตกรรม” เป็นการใช้ความรู้ ทักษะการบริหารจัดการ รวมทั้งประสบการณ์ทางด้านวิทยาศาสตร์และด้านเทคโนโลยี เพื่อการคิดค้น การประดิษฐ์ การพัฒนา การผลิตสินค้า การบริการ กระบวนการผลิต และการจัดการองค์กรในรูปแบบใหม่ ซึ่งโลกในปัจจุบันนี้หากองค์กรใดไม่สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องแล้ว ก็ย่อมที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาวได้ยากและไม่สามารถก้าวขึ้นไปสู่การเป็นผู้นำของธุรกิจได้ ดังนั้น การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว จะช่วยขับเคลื่อนให้ไทยก้าวไปสู่เศรษฐกิจสังคมฐานความรู้ (knowledge-based society) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

การที่จะขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและโดยเฉพาะภาคเอกชนที่ต้องมีการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ที่ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมภายในองค์กร ดังเช่นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของภาคเอกชนเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนภาคเอกชนในการสะท้อนปัญหา ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ต่อภาครัฐ และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการกระจายการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้กับภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ในการสร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรม

ปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรมของผู้ประกอบการไทย

ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ซึ่งยังขาดความพร้อมด้านเงินลงทุนและบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนาอย่างมาก ดังนั้น เอกชนไทยจึงยังไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีศักยภาพทางการแข่งขันในระดับสูงได้ ซึ่งแม้ว่าภาครัฐจะมีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอยู่แล้ว แต่งานเหล่านี้ก็ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ นอกจากนี้ ในบางกรณียังอาจเป็นไปในลักษณะที่แข่งขันกับภาคเอกชนด้วย เช่น การพัฒนายาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่างๆ รวมทั้งยังขาดตลาดในการรองรับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากภาคเอกชนอีกด้วย